เรื่องควรรู้...ขณะสุนัขตั้งท้อง
น.สพ.ศักดิ์ชัย เรือนเพชร
สัปดาห์ที่ 1
พัฒนาการของลูกสุนัข
• เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ (Ovum) ของแม่สุนัขกับตัวอสุจิของพ่อสุนัข
• ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอ (Embryo) แบ่งตัวเป็น 2 เซล บริเวณท่อนำไข่ (Oviduct)
• ในระยะนี้ตัวอ่อนมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่เข้ามากระทบต่อตัวแม่สุนัขได้ไม่มากนัก
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• ในสุนัขบางตัวอาจพบอาการแปลกๆที่ไม่เคยพบมาก่อนเราเรียกอาการนี้ว่า “ อาการแพ้ท้อง ”
การดูแลแม่สุนัข
• การให้อาหารแก่แม่สุนัขจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
• สอบถามสัตวแพทย์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ได้ให้แก่แม่สุนัขโดยเฉพาะยาต่างๆ ซึ่งอาจเกิดปัญหาแก่ลูกสุนัขในท้องได้
• ห้ามใช้ยากำจัดแมลงเช่น ยากำจัดเห็บหรือหมัดในช่วงเวลานี้
• ห้ามให้วัคซีนเชื้อเป็นแก่แม่สุนัขเด็ดขาด
สัปดาห์ที่ 2 ( วันที่ 8-14)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• ต้นสัปดาห์ ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอจะแบ่งตัวเป็น 4 เซลและช่วงท้ายสัปดาห์พบว่าเอ็มบริโอแบ่งตัวถึง 64 เซล
• เอ็มบริโอเดินทางเข้ามาสู่มดลูก (uterus) ของแม่สุนัข
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• อาจพบอาการแพ้ท้องในสุนัขบางตัว
การดูแลแม่สุนัข
• ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์แรก
สัปดาห์ที่ 3 ( วันที่ 15-21)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• เกิดการฝังตัวของเอ็มบริโอบริเวณมดลูกของแม่สุนัขในวันที่ 19
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสัปดาห์ที่ก่อน
การดูแลแม่สุนัข
• ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 4 ( วันที่ 22-28)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• มีการเจริญของตาและไขสันหลัง ตัวอ่อนในระยะนี้เรียกว่า ฟีตัส (Fetus)
• ลักษณะของตัวอ่อนมองดูคล้ายก้อนอุจจาระ
• ฟีตัสมีขนาด 5-10 X 14-15 มม .
• เกิดขบวนการสร้างอวัยวะต่างๆในช่วงนี้หากมีผลกระทบที่มีต่อฟีตัสอาจทำให้เกิดความผิดปกติหรือความพิการได้
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• อาจพบสิ่งคัดหลั่งสีใสไหลออกมาจากช่องคลอด
• เต้านมเริ่มมีการพัฒนาขยายใหญ่ขึ้นในระยะนี้
การดูแลแม่สุนัข
• ตั้งแต่วันที่ 26 ขึ้นไป การคลำบริเวณช่องท้องของแม่สุนัขอาจจะทำนายผลการตั้งท้องว่าตั้งท้องหรือไม่ได้ หรืออาจให้สัตวแพทย์ยืนยันการตั้งท้องโดยใช้วิธีการอัลตร้าซาวด์ (ultrasound)
• ในระยะนี้ระมัดระวังการกระทบกระแทกอันเนื่องมาจากการกระโดด การวิ่งเป็นระยะทางไกลๆหรือการเล่นที่รุนแรง
• ควรเพิ่มเนยแข็ง (Cheese) หรือไข่ต้มสุกประมาณ 1/4 ถ้วย ในอาหารแม่สุนัขในแต่ละวัน
สัปดาห์ที่ 5 ( วันที่ 29-35)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• ขบวนการสร้างอวัยวะ (Organogenesis) จะมีการสร้างจนมีอวัยวะครบในช่วงเวลานี้
• ลักษณะของฟีตัสมองดูคล้ายสุนัขมากขึ้นมีขนาด 18-30 มม .
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• พบการบวม - ขยายใหญ่บริเวณช่องท้องอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวจะเพิ่มสูงขึ้น
การดูแลแม่สุนัข
• เพิ่มจำนวนอาหารที่ให้ขึ้นเล็กน้อยและควรเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรที่ใช้เลี้ยงลูกสุนัข
• หากให้อาหารวันละ 1 มื้อ ควรจะเพิ่มมื้อพิเศษให้อีก 1 มื้อ หากให้วันละ 2 มื้อ ควรเพิ่มจำนวนอาหารให้อีกเล็กน้อยในแต่ละมื้อ
• ในแต่ละวันควรให้วิตามินรวมเสริม
สัปดาห์ที่ 6 ( วันที่ 36-42)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• ระยะนี้จะพบว่าเกิดการสร้างสีบริเวณผิวหนังขึ้น
• เมื่อใช้หูฟัง (stethoscope) ฟังเสียงหัวใจจะพบเสียงเต้นของหัวใจของฟีตัส
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• หัวนมมีการขยายใหญ่และมีสีคล้ำขึ้น
• ช่องท้องมีขนาดใหญ่ต่อเนื่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การดูแลแม่สุนัข
• เพิ่มเนยแข็งหรือไข่ต้มสุกในอาหารแม่สุนัขทุกวัน
• เพิ่มจำนวนอาหารให้แก่แม่สุนัขในมื้อพิเศษ
• ฝึกให้แม่สุนัขอยู่ในบริเวณที่เตรียมไว้สำหรับการคลอด
สัปดาห์ที่ 7 ( วันที่ 43-49)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• ขนบริเวณส่วนท้องจะเริ่มมีการหลุดร่วง
• แม่สุนัขจะเริ่มมองหาจุดที่จะทำการคลอด
การดูแลแม่สุนัข
• ในแม่สุนัขบางตัวควรระมัดระวังเรื่องการกระโดด
• เพิ่มจำนวนอาหารอีกเล็กน้อยให้ทั้ง 2 มื้อ
• พิจารณาการทำ X-ray เพื่อตรวจดูจำนวนและขนาดของลูกสุนัขในท้อง
สัปดาห์ที่ 8 ( วันที่ 50-57)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• สามารถตรวจพบการเคลื่อนไหวของฟีตัสในขณะที่แม่สุนัขนอนพักได้
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• เมื่อบีบบริเวณหัวนมอาจพบว่ามีน้ำนมไหลออกมา
การดูแลแม่สุนัข
• ให้อาหารเพิ่มอีกในระหว่างมื้อปกติ
สัปดาห์ที่ 9 ( วันที่ 58-65)
พัฒนาการของลูกสุนัข
• การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
• การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
• พบพฤติกรรมการทำรังของแม่สุนัขให้เห็น
• อุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 100.2-100.8 ? F หากอุณหภูมิลดลงไปอยู่ที่ 98-99.4 ? F คาดการณ์ได้ว่าลูกสุนัขจะออกมาภายใน 24 ชั่วโมง
การดูแลแม่สุนัข
• วัดอุณหภูมิและจดบันทึกวันละ 3 ครั้ง ร่วมกับการดูแลอย่างใกล้ชิด
• ต้องให้ลูกสุนัขทุกตัวได้ดูดนมน้ำเหลืองที่ได้จากแม่สุนัขอย่างเต็มที่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด • สิ่งคัดหลั่งที่ออกมาจากช่องคลอดควรจะมีสีแดง - แดงน้ำตาล ( อาจพบมีสีเขียวในวันแรกหลังคลอดถือว่าปกติ ) ถ้าหากพบสีดำควรไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน • 5-6 ชั่วโมงภายหลังที่ลูกตัวสุดท้ายเกิด ควรพาลูกสุนัขและแม่สุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจสอบว่าไม่มีลูกสุนัขหรือรกค้างอยู่ในตัวแม่สุนัข |
สิ่งที่ควรรู้ทั่วไปู้สำหรับเจ้าของสุนัขเกี่ยวกับแคลเซียม แคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีความจำเป็นสำหรับกล้ามเนื้อที่ปรกติ การทำงานของเส้นประสาท และการแข็งตัวของโลหิต อย่างไรก็ตาม
ยังมีข้อมูลผิดๆเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของแคลเซียมที่มีอยู่ในอาหารสำเร็จอยู่บ่อยๆเจ้าของสุนัขควรรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแคลเซียมดังนี้ อาหารสุนัขที่มีแคลเซียมมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้กระดูกผิดปรกติ ถ้าได้รับแคลเซียมน้อย ในขณะเดียวกันก็ได้รับฟอสฟอรัสและวิตามินดีน้อยด้วย จะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน กระดูกจะงอเมื่อรับน้ำหนักของตัวสุนัข นับว่าโชคดีที่โรคนี้จะไม่ปรากฏให้เห็นถ้าให้สุนัขกินอาหารสำเร็จที่มีคุณภาพสูง
เจ้าของสุนัขบางคนให้แคลเซียมในอาหารมากเกินไปในสุนัขที่โตแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุนัขพันธุ์ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้โครงกระดูกผิดปรกติได้ แคลเซียมจะไม่ทำงานอย่างโดดเดียว แร่ธาตุในสารอาหารจะมีความสัมพันธ์กันและไม่สามารถแยกออกมาเป็นตัวๆได้
การเกิดของกระดูกและฟันต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างแคลเซียม และฟอสฟอรัสในอัตราส่วนที่เหมาะสม หากมีธาตุตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวมากหรือน้อยเกินไป จะไปขัดขวางการใช้ธาตุอีกตัวหนึ่งของสุนัข ในอาหารสุนัข ควรมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในอัตราส่วน 1.2 ถึง 2.0ส่วนของแคลเซียมต่อ1.0 ส่วนของฟอสฟอรัส หากอัตราส่วนของแคลเซียมกว้างออกไป
จากอัตราที่กำหนด อาจเป็นอันตรายต่อการที่มีหินปูนมาเกาะตามกระดูก หากปริมาณของฟอสฟอรัสในอาหารมากกว่าปริมาณของแคลเซียม ความผิดปรกติของกระดูกอาจเกิดขึ้นได้ การดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าไปในกระดูกและฟันต้องวิตามินดีในอาหารในปริมาณที่เพียงพอ ความต้องการวิตามินดีในอาหารในปริมาณที่เพียงพอ
ความต้องการวิตามินดีของสุนัขและแมวมีผลมาจากระดับและอัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในอาหารหากได้รับวิตามินดีมากเกินไป อาจเป็นพิษกับสุนัข สุนัขโตไม่ต้องการแคลเซียมเสริมจากการให้ดื่มนมเพิ่ม มีสุนัขและแมวที่โตแล้วจำนวนมากไม่สามารถย่อยนมจำนวนมากๆที่ให้เป็นอาหาร นมประ กอบด้วยแล็คโตส ซึ่งต้องอาศัยน้ำย่อยแล็คเตส ในการให้ความแตกตัวในทางเดินของลำไส้ ถ้าหากทางเดินของลำไส้มีน้ำย่อยแล็คเตสไม่พอ
การกินนมเข้าไปมากๆอาจทำให้ท้องเสีย การเสริมแคลเซียมระหว่างการตั้งครรภ์ของสุนัขและแมว จะไม่ช่วยแก้การชักระหว่างตั้งครรภ์อาการชักที่ว่านี้ไม่ใช่โรคที่เกิดจากสารอาหาร แต่เป็นภาวะของการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แคลเซียมในโลหิตจะถูกควบคุม โดยฮอร์โมนชนิดต่างๆเพื่อให้หลักประกันว่าเซลล์ของร่างกาย แต่ละเซลล์ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ต้องการ เมื่อสุนัขเพศเมียออกลูกความต้องการแคลเซียมจะเพิ่มขึ้น กระดูกเป็นแหล่งกำเนิดของแคลเซียมที่อุดมสมบูรณ์ แต่การดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกจะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนหลายตัว อาการชักจะเกิดขึ้น
เมื่อฮอร์โมนไม่ช่วยทำให้แคลเซียมออกมาช่วยในการผลิตนมในปริมาณที่ต้องการมากกว่าปรกติ ในระหว่างที่เกิดการชักแคลเซียมที่อยู่ในโลหิตจะลดลง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอและสั่นระริก ซึ่งเป็นอาการของโรคนี้ การรักษาพยาบาล อาการชักประกอบด้วยการให้แคลเซียมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยตรง
การรักษาที่ได้ผลอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ คือคิดว่าถ้าหากให้สุนัขที่ตั้งท้องด้วยแคลเซียมในปริมาณที่มากแล้วจะป้องกันการชักได้ การให้อาหารสำเร็จแก่สุนัขและแมวที่ผลิตขึ้นมาสำหรับทุกวัย
สารอาหารที่ได้น่าจะเพียงพอสำหรับสัตว์ที่คลอดลูก การเสริมแคลเซียมจึงไม่จำเป็น นอกจากสัตวแพทย์จะแนะนำให้เสริมเท่านั้นการดูแลขนสุนัขพันธุ์ขนยาวขนสุนัขที่ยาวสลวยนอกจากจะดูสวยงาม ยังช่วยป้องกันความหนาวเย็น แต่ก็ต้องดูแลขนมากกว่าสุนัขที่มีขนสั้น สุนัขที่มีขนคล้ายไหม เช่น พันธุ์ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์จะไม่มีขนชั้นใน ในขณะที่แปรงขนจึงต้องระมัดระวังอย่าให้ขีดข่วนและระคายเคืองผิวหนัง สุนัขที่ขนยาวเช่นพันธุ์คอลลีและพันธุ์เชตแลนด์ ชีพด็อก จะมีขนชั้นในที่หนาแน่นซึ่งจะพันกันได้ง่ายมากถ้าไม่ได้ดูแลและแปรงขนอย่างสม่ำเสมอ
การแปรงขนสุนัขที่มีขนยาว
1.ใช้แปรงสลิกเกอร์ค่อยๆสางขนที่พันกันและเป็นปมอย่างนุ่มนวล ควรระมัดระวังอย่าฝืนดึงขน หรือแปรงอย่างรุนแรงจนทำให้สุนัขเจ็บ
2.แปรงขนซ้ำอีกครั้งด้วยแปรงขนหมุด การแปรงในขั้นนี้ไม่ควรมีขนที่พันกันแล้ว
3.ใช้หวีด้ามตรงที่มีซี่หวีกว้างหวีอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงขาที่มีขนยาว
4.ตัดขนที่ยาวรอบเท้าโดยเฉพาะขนระหว่างนิ้วซึ่งเป็นบริเวณที่มักมีสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสะสม ทำให้เกิดการระคายเคือง
5.ตัดขนบริเวณข้อขาเพื่อป้องกันการพันกันของขนที่ยาวซึ่งเป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกและผิวหนังที่ตาย
การแปรงขนสุนัขที่มีขนคล้ายเส้นไหม เช่น สุนัขพันธุ์ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์
1.ใช้แปรงสลิกเกอร์สางขนที่พันกันออกการสากขนที่เกาะกันเป็นก้อนต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าดึงแรงจนกระทั่งขนขาด
2.แปรงอีกครั้งด้วยแปรงขนสัตว์เพื่อทำให้ขนเงางามการแปรงขนในขั้นนี้ไม่ควรแปรงสะดุด
3.แสกขนตามแนวกลางหลังแล้วหวีขนแต่ละด้านให้เหยียดลงอาจตัดแต่งด้วยกรรไกรให้เป็นระเบียบ
4.เล็มขนรอบเท้าและหู และตัดเล็บด้วย 5.ขนที่ยาวเหนือตาควรเล็มออกหรือรวบด้วยริ้บบิ้นหรือโบ
การคลอดลูกแม่สุนัขจะมีอาการเบื่ออาหารประมาณ 1-2 วันก่อนคลอดและจะกระวนกระวาย พยายามหา
สถานที่คลอดเมื่อเริ่มคลอดถุงน้ำคร่ำจะแตกออก น้ำคร่ำที่นองพื้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำปัสสาวะ อาการเบ่งจะถี่ขึ้นและแรงขึ้นตามลำดับ ลูกสุนัขตัวแรกควรจะคลอดออกมาภายใน 2 ชั่วโมง นับจากถุงน้ำคร่ำแตกและสุนัขจะเริ่มเบ่งระยะเวลาในการคลอดลูกแต่ละตัวอาจห่างกัน 10-80 นาที
การให้กำเนิด
1.เมื่อเริ่มเบ่ง แม่สุนัขจะหายใจถี่และหอบ อุณหภูมิร่างกายลดลง กระสับกระส่าย สุนัขอาจไปหาที่ลับตาเพื่อคลอด ดังนั้น เจ้าของควรเฝ้าดูไว้
2.ขณะเบ่งแม่สุนัขอาจลุกขึ้นยืนและหมุนตัวไปรอบๆ แต่บางตัวชอบนอนราบลงควรปล่อยให้แม่สุนัขเบ่งในท่าคลอดที่สุนัขเลือกเอง
3.แม้จะเป็นลูกสุนัขครอกแรก แต่โดย สัญชาตญาณ แม่สุนัขจะหันมาสำรวจลูกสุนัขและเลียน้ำคร่ำและเยื่อหุ้มตัวออก จากนั้นแม่สุนัขจะกัดสายสะดือและกินรกที่ออกมากับลูกสุนัข
4.การที่แม่สุนัขเลียน้ำคร่ำออกจากปากและจมูกลูกสุนัขค่อนข้างแรงเป็นการให้ความอบอุ่นแก่ลูกและเป็นการกระตุ้นระบบหายใจของลูกสุนัขด้วย
5.แม่สุนัขอาจจะหยุดพักในระหว่างการคลอดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงและพร้อมที่จะเบ่งอีก
6.ในระหว่างการคลอดลูกแต่ละตัว แม่สุนัขจะผ่อนคลายและพักนานขึ้น เพื่อรอเบ่งตัวใหม่ออกมา แม่สุนัขส่วนมากจะไม่ยอมให้ลูกกินนมจนกว่าจะคลอดลูกออกหมดแล้ว อย่าลืมดูว่ารกได้ถูกขับออกมาเท่าจำนวนลูกสุนัขหรือไม่
7.แม้ว่าลูกสุนัขจะคลานไปไกลเพียงใด ถ้าแม่สุนัขได้ยินเสียงลูกร้องก็จะตามไปคาบกลับมาเนื่องจากแม่สุนัขตอบสนองต่อเสียงร้องของลูกแต้ถ้าลูกสุนัขคลานห่างออกไปโดยไม่ส่งเสียงร้องแม่สุนัขอาจจะไม่สนใจที่จะตามลูกกลับ
8.เมื่อลูกสุนัขคลอดออกมาครบแล้ว แม่สุนัขจึงยอมให้ลูกดูดนมพร้อมๆกัน หากพบว่าแม่สุนัขมีนมไม่เพียงพอให้ลูกสุนัขกิน จะต้องปรึกษาสัตวแพทย์
9.หลังจากลูกสุนัขดูดนมอิ่มแล้วแม่สุนัขจะเลียรอบอวัยวะเพศและทวารหนักของลูกเพื่อกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ทั้งนี้แม่สุนัขจะกินสิ่งที่ลูกขับถ่ายออกมาด้วย จนกระทั่งลูกอายุได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นสัญชาตญาณของสุนัขป่าที่ยังเหลืออยู่ในการกำจัดกลิ่นปฏิกูลของลูก เพื่อไม่ให้สัตว์ล่าเนื้ออื่นๆรู้การดูแลรักษาฟันสุนัข สุนัข ต้องการการดูแลเอาใจใส่ฟันเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหงือกและโรคฟันผุ
การจับโปรแกรมเกี่ยวกับสุขภาพจึงมีความสำคัญ คุณควร
1. ให้อาหารที่เป็นเม็ดหยาบแก่สุนัข ให้นมหรือขนมปังกรอบที่ผลิตขึ้นมาเพื่อสุนัข วันละครั้งอาหารที่แข็งจะช่วยขัดและทำความสะอาดฟัน โดยการเสียดสี
2. ให้สุนัขได้ขบเคี้ยวกระดูกเทียมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นต้นว่ากระดูกที่ทำมาจากหนังสัตว์ กระดูกข้อเท้าขนาดใหญ่ซึ่งไม่แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และกระดูกที่ทำจากไนล่อนชนิดแข็งจะได้ผลดี
3.กำจัดหินปูนจากฟัน สุนัขที่อาศัยอยู่ในแถบ ที่มีน้ำกระด้าง จะเกิดหินปูนตามฟันหินปูนเป็นส่วนประกอบของฟอสเฟต คาร์บอเนตและสารอินทรีย์ เหลือแคลเซียมแหล่านี้จะละลายในกรด แต่จะตกตะกอนในน้ำลายของสุนัขที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ ควรกำจัดหินปูนที่เกิดขึ้นทันที หินปูนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องผิดปกติ ถ้าหากไม่เอาใจใส่ หินปูนจะพอกหนาขึ้นกลายเป็นปลั๊กหรือแคลคิวลัส ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคเหงือก แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคเกี่ยวกับเยื่อหุ้มฟันอักเสบคราบหินปูนสามารถกำจัดโดยใช้สารละลายไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกๆไซด์ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน โดยใช้ชนิดความเข้มข้น 3 เปอร์เซ็นต์หรือจะใช้สารละลายของกรดเกลือชนิด 1 เปอร์เซนต์ก็ได้ชุปสารละลายดังกล่าวด้วยผ้าเนื้อหยาบ แล้วถูที่ฟันอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านนอก ซึ่งติดกับเหงือก ซึ่งมีคราบหินปูนอยู่มากที่สุด ในกรณีที่เป็นมาก อาจจะต้องใช้เครื่องมือทำฟันขูด เพื่อทำให้แผ่นหินปูนที่หนาแตกออกแล้วทำการขัดฟันอีกทีหนึ่ง
4. แปรงเหงือกและฟันของสุนัขสัปดาห์ละสองครั้ง ด้วยยาสีฟันของสุนัขด้วยแปรงชนิดขนนิ่มของเด็ก ถ้าไม่มียาสีฟัน ก็แนะนำให้ใช้โซดาผงหรือที่เรียกว่าโซเดียมไบคาร์บอเนต ไม่ใช้โซเดียมคาร์บอเนตนะครับ เพราะนั่นมันเป็นผงโซดาซักผ้า โปรแกรมเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากจะช่วยยืดอายุของฟันสุนัขของคุณและช่วยให้เข้ามีสุขภาพดีในปีต่อๆ ไปของชีวิต
หมาแม่ลูกอ่อน
อาหารที่ใช้เลี้ยงหมาแม่ลูกอ่อนไม่ได้มีให้เฉพาะแม่หมาเท่านั้น มันต้องถ่ายทอดไปยังลูกหมาด้วย โดยการเปลี่ยนเป็นนม ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่หมาจะกินต้องเพิ่มขึ้นโดยอาทิตย์แรกเพิ่มเท่าครึ่งจากปกติ อาทิตย์ที่ 2 เป็น 2เท่า และอาทิตย์ที่ 3 เป็น 3 เท่า สิ่งที่ต้องเสริมเพิ่มเติมแก่แม่หมาได้แก่ แร่ธาตุ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกแตกออกไปนมแม่สู่ลูก ๆ ของมันในขณะเดียวกัน แม่หมาจึงมีปริมาณแคลเซียมที่ลดลงด้วย จนถึงระดับที่เกิดขาดแร่ธาตุที่เราเรียกว่า ภาวะแคลเซียมต่ำ แม่หมาแสดงอาการชัก เกร็ง น้ำลายไหลยืด ตัวร้อนจัด ฝรั่งเรียกว่า Milk Fever หรือไข้น้ำนม เมื่อเจ้าของพาไปหาหมอ หมอจึงฉีดแคลเซียมให้ อาการจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางที่ดีควรมีการป้องกันไว้โดยการเพิ่มเติมแคลเซียมลงไปในอาหารแม่ลูกอ่อนตามคำแนะนำของหมอ พร้อมกับให้จากแหล่งอาหารธรรมชาติ คือ นม ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ดี
--------------------------------------------------------------------------------
หมาแพ้อาหาร
สุนัขที่แพ้อาหารจะมีอาการแสดงอยู่สองอย่างใหญ่ ๆ คือ อาการบนผิวหนัง กับอาการระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสาเหตุก็เนื่องจากการร่างกายหมาได้รับการกระตุ้นอาการแพ้ คือโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัว หรือ ไก่ ฯลฯ ซึ่งมักใช้เป็นแหล่งโปรตีน ในการผลิตอาหารหมา
ลักษณะการการบนผิวหนังที่พบ คือ คัน ผิวหนังอักเสบ โดยเกิดบริเวณรักแร้ ใบหู ขาหนีบ โดยมีผื่นแดง ตุ่มคัน สีผิวเปลี่ยนไป เกิดสะเก็ดและหูชั้นนอกอักเสบ หมาบางตัวอีอาการท้องร่วงซึ่งเป็นอาการของระบบทางเดินอาหาร อาจแสดงออกอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างร่วมกันก็ได้
หมาขี้แพ้มักจะเริ่มออกอาการให้เห็นในช่วงอายุ 3 ปีแรก ซึ่งพันธุ์หมาที่แพ้อกหารอยู่บ่อย คือ ลาบราดอร์ รีทวีฟเว่อร์ ค็อกเกร์และสปริงเกอร์ สแปนเนี่ยล เทอร์เรีย คลอลี่ และมินิเจตอร์ ชเนาวเช่อร์
หลักการรักษาคือ อย่าให้หมากินของที่แพ้ง่าย แต่ในปัจจุบันมีอาหารในสูตรที่สำหรับสุนัขที่แพ้อาหารแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
--------------------------------------------------------------------------------
หมาท้อง
อาหารที่เลี้ยงหมาที่กำลังตั้งท้องนั้นจะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก ไขมันน้อย ขนาดและปริมาณที่ให้ในระยะ 6 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องพอ ๆ กับใช้เลี้ยงดูหมาใหญ่ หรือหมาโตเต็มวัย ในประจำวัน แต่เราจะเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นตามน้ำหนักตัวหมาในระยะ 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอดคือ เพิ่มอาหารให้ปริมาณ 15-20 % ของน้ำหนักตัวแม่หมา
ก่อนคลอด 1 - 2 วัน แม่หมาบางตัวมักไม่ค่อยกินอาหารหรือไม่กินเลย เพราะมัวแต่หาสถานที่คลอดลูก โดยเฉพาะแม่หมาสาวท้องแรก ฉะนั้นอย่าตกใจจนเกินไป หลังคลอดแล้วก็จะกินอาหารเอง ข้อพึงระวัง อย่าขุนมหาจนอ้วนเกินไปจนไม่มีแรงในการเบ่งคลอดลูก
--------------------------------------------------------------------------------
หมาโต
ในวัยนี้เราสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดได้แล้วซึ่งอาหารสำเร็จรูปที่นิยมมี 2 แบบ คือ
อาหารแห้ง ส่วนใหญ่จะมีความชื้นต่ำมากคือ ไม่เกิน 10 % มักอัดอยู่ในรูปเม็ดทรงต่าง ๆ กัน ทำมาจากวัตถุดิบ คือ เนื้อวัว ม้า ไก่ หรือปลาป่น ฯลฯ บรรจุกล่องกระดาษ อาหารเปียก มีความชื้นสูงประมาณ 65-70 % ทำมาจากเนื้อวัว เนื้อม้า และเนื้อปลา ยังคงมีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้เห็น บรรจุกระป๋อง จะน่ากินกว่าแบบแห้ง ทั้งสองแบบสามารถเทใส่ภาชนะให้สุนัขกินได้ทันที
แต่หมาจะกินหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่งเพราะหมาบางตัวไม่ยอมรับอาหารเหล่านี้ จะเป็นเพราะกลิ่นหรือรสหรือความแข็งกระด้างก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกหัดให้กินก่อน โดยการหลอกล่อด้วยเล่ห์กล กล่าวคืออาจผสมอาหารสำเร็จรูปจำนวนเล็กน้อยลงในอาหารสำเร็จขึ้นไปทีละน้อย ทำบ่อย ๆ จนในที่สุดหมาตัวนั้น สามารถกินอาหารสำเร็จรูปล้วน ๆ ผู้เลี้ยงบางคนอาจว่าวิธีนี้ไม่ทันใจ ใช้วิธีเผด็จการ กินก็กิน ไม่กินก็อด จะอดได้ไม่นาน สุดท้ายก็ยอมกิน แต่ควรระวังจะเจอตัวที่ยอมอดเป็นอดตายเข้าจริง ๆ
--------------------------------------------------------------------------------
ลูกหมาหย่านม
การอดนมของลูกหมามักกระทำได้เกือบครบ 4 อาทิตย์จากนั้นก็ให้อาหารที่เตรียมสำหรับลูกหมาหลังอย่านม
อาหารที่เหมาะสมสำหรับลูกหมาหย่านมใหม่ ๆ มีสูตรเช่นเดียวกับสูตรอาหารแม่หมากำลังให้นม ทั้งนี้เพราะหมาทั้งสองวัยต่างต้องการแคลเซียม ฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูง เพื่อการเสริมสร้างกระดูกในลูกหมาและทดแทนที่เสียไปกับนมของแม่หมานั่นเองรวมไปถึงปริมาณโปรตีนอีกด้วย
สูตรอาหารสำหรับลูกหมาที่กำลังหย่านมและแม่หมาที่กำลังให้นม
ผักต้ม 8 ส่วน
ข้าว 23 ส่วน
เนื้อบดหรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่น 55 ส่วน
น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช 6 ส่วน
ยีสต์ผงหรือเม็ด 5 ส่วน
วิตามินและเกลือแร่ 3 ส่วน
-------------------------------------------------------------------------------
แปรงขน สางขน
หมาขนยาวทั้งหลายจำต้องได้รับการแปรงขนและสางขนอย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อป้องกันการพันติดและเกาะกันเป็นก้อน สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคผิวหนังอักเสบเพราะเป็นแหล่งหมักหมมสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ รวมถึงเชื้อโรคมากมาย ส่วนหมาขนสั้นก็จำเป็นต้องดูแลแปรงขน เพียงแต่น้อยกว่าพวกขนยาวหน่อย อาจแปรงขนอาทิตย์ละครั้งก็พอถ้าไม่มีความสกปรกมาก
เครื่องมือที่ใช้ในการแปรงขนและสางขนที่สำคัญคือ แปรง ซึ่งมีหลายชนิด ซี่ถี่ห่าง ต่าง ๆ กัน ความแข็งนุ่มของแปรง ความยาวของซึ่งแปรง สิ่งเหล่านี้ทำมาเพื่อให้เหมาะกับการขนหมาชนิดต่าง ๆ เช่น แปรงซี่หยาบ ขนแข็งใช้กับหมาจนยาวหรือแปรงซี่หยาบห่างมาก แข็งเป็นพิเศษ เหมาะกับการสางขนที่ติดกันนุงนัง เป็นต้น นอกจากนี้ควรเตรียมหากรรไกรไว้ตัดขนที่พันกันยุ่งอีกด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
ที่อยู่ที่นอน
สุนัขควรมีที่หลับนอนของมันเองที่เป็นที่เป็นทางและเป็นสัดส่วน จะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านหรือนอกบ้านก็แล้วแต่ความพร้อมของเจ้าของและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ส่วนใหญ่หากมันยังเล็กก็นิยมเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อสะดวกในการดูแล และทำให้มันสนิทสนมกับคนในบ้านได้ง่าย แต่ต้องคอยดุแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง จัดที่นอนสำหรับลูกสุนัขไว้ในลังไม้หรือตะกร้าตั้งไว้มุมห้องเงียบ ๆ สักมุมหนึ่ง หรืออาจใช้เพียงผ้าผวยเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่ม ๆ หลายชั้นทำเป็นที่นอนขนาดเล็กใหญ่ ก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม
หากมีอาณาบริเวณบ้านมากพอ หรือต้องการเลี้ยงไว้นอกบ้าน ซึ่งมันก็ต้องการที่คุ้มแดดคุ้มฝน หรือหลบร้อนตอนกลางวัน การสร้างคอกหรือกรงเลี้ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขนาดกรงควรกว้างพอให้มันเหียดตัวหรือกลับตัวได้ง่ายและสูงพอที่มันจะยืนได้ บริเวณที่ตั้งกรงหรือคอกเลือกเอาที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทได้ดีไม่อับชื้น และควรติดมุ้งลวดเพื่อกันยุงและแมลงให้มันด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
ตัดเล็บ
หมาที่เลี้ยงปล่อยวิ่งเล่นตามสนามหญ้าหรือพื้นซีเมนต์ทั่วไปแล้วเล$