เรื่องควรรู้...ขณะสุนัขตั้งท้อง

 

เรื่องควรรู้...ขณะสุนัขตั้งท้อง
น.สพ.ศักดิ์ชัย เรือนเพชร

สัปดาห์ที่ 1

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ (Ovum) ของแม่สุนัขกับตัวอสุจิของพ่อสุนัข
•  ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอ (Embryo) แบ่งตัวเป็น 2 เซล บริเวณท่อนำไข่ (Oviduct)
•  ในระยะนี้ตัวอ่อนมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่เข้ามากระทบต่อตัวแม่สุนัขได้ไม่มากนัก
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ในสุนัขบางตัวอาจพบอาการแปลกๆที่ไม่เคยพบมาก่อนเราเรียกอาการนี้ว่า อาการแพ้ท้อง
การดูแลแม่สุนัข
•  การให้อาหารแก่แม่สุนัขจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
•  สอบถามสัตวแพทย์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ได้ให้แก่แม่สุนัขโดยเฉพาะยาต่างๆ ซึ่งอาจเกิดปัญหาแก่ลูกสุนัขในท้องได้
•  ห้ามใช้ยากำจัดแมลงเช่น ยากำจัดเห็บหรือหมัดในช่วงเวลานี้
•  ห้ามให้วัคซีนเชื้อเป็นแก่แม่สุนัขเด็ดขาด

 

สัปดาห์ที่ 2 ( วันที่ 8-14)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  ต้นสัปดาห์ ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอจะแบ่งตัวเป็น 4 เซลและช่วงท้ายสัปดาห์พบว่าเอ็มบริโอแบ่งตัวถึง 64 เซล
•  เอ็มบริโอเดินทางเข้ามาสู่มดลูก (uterus) ของแม่สุนัข
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  อาจพบอาการแพ้ท้องในสุนัขบางตัว
การดูแลแม่สุนัข
•  ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์แรก

 

สัปดาห์ที่ 3 ( วันที่ 15-21)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  เกิดการฝังตัวของเอ็มบริโอบริเวณมดลูกของแม่สุนัขในวันที่ 19
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสัปดาห์ที่ก่อน
การดูแลแม่สุนัข
•  ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ 2

 

สัปดาห์ที่ 4 ( วันที่ 22-28)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  มีการเจริญของตาและไขสันหลัง ตัวอ่อนในระยะนี้เรียกว่า ฟีตัส (Fetus)
•  ลักษณะของตัวอ่อนมองดูคล้ายก้อนอุจจาระ
•  ฟีตัสมีขนาด 5-10 X 14-15 มม .
•  เกิดขบวนการสร้างอวัยวะต่างๆในช่วงนี้หากมีผลกระทบที่มีต่อฟีตัสอาจทำให้เกิดความผิดปกติหรือความพิการได้
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  อาจพบสิ่งคัดหลั่งสีใสไหลออกมาจากช่องคลอด
•  เต้านมเริ่มมีการพัฒนาขยายใหญ่ขึ้นในระยะนี้
การดูแลแม่สุนัข
•  ตั้งแต่วันที่ 26 ขึ้นไป การคลำบริเวณช่องท้องของแม่สุนัขอาจจะทำนายผลการตั้งท้องว่าตั้งท้องหรือไม่ได้ หรืออาจให้สัตวแพทย์ยืนยันการตั้งท้องโดยใช้วิธีการอัลตร้าซาวด์ (ultrasound)
•  ในระยะนี้ระมัดระวังการกระทบกระแทกอันเนื่องมาจากการกระโดด การวิ่งเป็นระยะทางไกลๆหรือการเล่นที่รุนแรง
•  ควรเพิ่มเนยแข็ง (Cheese) หรือไข่ต้มสุกประมาณ 1/4 ถ้วย ในอาหารแม่สุนัขในแต่ละวัน

 

สัปดาห์ที่ 5 ( วันที่ 29-35)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  ขบวนการสร้างอวัยวะ (Organogenesis) จะมีการสร้างจนมีอวัยวะครบในช่วงเวลานี้
•  ลักษณะของฟีตัสมองดูคล้ายสุนัขมากขึ้นมีขนาด 18-30 มม .
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  พบการบวม - ขยายใหญ่บริเวณช่องท้องอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวจะเพิ่มสูงขึ้น
การดูแลแม่สุนัข
•  เพิ่มจำนวนอาหารที่ให้ขึ้นเล็กน้อยและควรเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรที่ใช้เลี้ยงลูกสุนัข
•  หากให้อาหารวันละ 1 มื้อ ควรจะเพิ่มมื้อพิเศษให้อีก 1 มื้อ หากให้วันละ 2 มื้อ

ควรเพิ่มจำนวนอาหารให้อีกเล็กน้อยในแต่ละมื้อ
•  ในแต่ละวันควรให้วิตามินรวมเสริม

 

สัปดาห์ที่ 6 ( วันที่ 36-42)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  ระยะนี้จะพบว่าเกิดการสร้างสีบริเวณผิวหนังขึ้น
•  เมื่อใช้หูฟัง (stethoscope) ฟังเสียงหัวใจจะพบเสียงเต้นของหัวใจของฟีตัส
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  หัวนมมีการขยายใหญ่และมีสีคล้ำขึ้น
•  ช่องท้องมีขนาดใหญ่ต่อเนื่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การดูแลแม่สุนัข
•  เพิ่มเนยแข็งหรือไข่ต้มสุกในอาหารแม่สุนัขทุกวัน
•  เพิ่มจำนวนอาหารให้แก่แม่สุนัขในมื้อพิเศษ
•  ฝึกให้แม่สุนัขอยู่ในบริเวณที่เตรียมไว้สำหรับการคลอด

 

สัปดาห์ที่ 7 ( วันที่ 43-49)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ขนบริเวณส่วนท้องจะเริ่มมีการหลุดร่วง
•  แม่สุนัขจะเริ่มมองหาจุดที่จะทำการคลอด
การดูแลแม่สุนัข
•  ในแม่สุนัขบางตัวควรระมัดระวังเรื่องการกระโดด
•  เพิ่มจำนวนอาหารอีกเล็กน้อยให้ทั้ง 2 มื้อ
•  พิจารณาการทำ X-ray เพื่อตรวจดูจำนวนและขนาดของลูกสุนัขในท้อง

 

สัปดาห์ที่ 8 ( วันที่ 50-57)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  สามารถตรวจพบการเคลื่อนไหวของฟีตัสในขณะที่แม่สุนัขนอนพักได้
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  เมื่อบีบบริเวณหัวนมอาจพบว่ามีน้ำนมไหลออกมา
การดูแลแม่สุนัข
•  ให้อาหารเพิ่มอีกในระหว่างมื้อปกติ

 

สัปดาห์ที่ 9 ( วันที่ 58-65)

พัฒนาการของลูกสุนัข
•  การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  พบพฤติกรรมการทำรังของแม่สุนัขให้เห็น
อุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 100.2-100.8 ? F หากอุณหภูมิลดลงไปอยู่ที่ 98-99.4 ? F

คาดการณ์ได้ว่าลูกสุนัขจะออกมาภายใน 24 ชั่วโมง
การดูแลแม่สุนัข
•  วัดอุณหภูมิและจดบันทึกวันละ 3 ครั้ง ร่วมกับการดูแลอย่างใกล้ชิด

 

            

 

สิ่งที่ควรรู้ทั่วไปู้สำหรับเจ้าของสุนัขเกี่ยวกับแคลเซียม แคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีความจำเป็นสำหรับกล้ามเนื้อที่ปรกติ การทำงานของเส้นประสาท

และการแข็งตัวของโลหิต อย่างไรก็ตาม

ยังมีข้อมูลผิดๆเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของแคลเซียมที่มีอยู่ในอาหารสำเร็จอยู่บ่อยๆเจ้าของสุนัขควร

ู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแคลเซียมดังนี้ อาหารสุนัขที่มีแคลเซียมมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้กระดูกผิดปรกติ

ถ้าได้รับแคลเซียมน้อย ในขณะเดียวกันก็ได้รับฟอสฟอรัสและวิตามินดีน้อยด้วย จะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน กระดูกจะงอเมื่อรับน้ำหนักของตัวสุนัข นับว่าโชคดีที่โรคนี้จะไม่ปรากฏให้เห็นถ้าให้สุนัขกินอาหารสำเร็จที่มีคุณภาพสูง

เจ้าของสุนัขบางคนให้แคลเซียมในอาหารมากเกินไปในสุนัขที่โตแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุนัขพันธุ์ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้โครงกระดูกผิดปรกติได้

แคลเซียมจะไม่ทำงานอย่างโดดเดียว แร่ธาตุในสารอาหารจะมีความสัมพันธ์กัน

และไม่สามารถแยกออกมาเป็นตัวๆได้


           การเกิดของกระดูกและฟันต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างแคลเซียม และฟอสฟอรัสในอัตราส่วนที่เหมาะสม หากมีธาตุตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวมากหรือน้อยเกินไป จะไปขัดขวางการใช้ธาตุอีกตัวหนึ่งของสุนัข ในอาหารสุนัข ควรมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในอัตราส่วน 1.2 ถึง 2.0ส่วนของแคลเซียมต่อ1.0 ส่วนของฟอสฟอรัส

หากอัตราส่วนของแคลเซียมกว้างออกไป
                  
               จากอัตราที่กำหนด อาจเป็นอันตรายต่อการที่มีหินปูนมาเกาะตามกระดูก หากปริมาณของฟอสฟอรัสในอาหารมากกว่าปริมาณของแคลเซียม ความผิดปรกติของกระดูกอาจเกิดขึ้นได้ การดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าไปในกระดูกและฟันต้องวิตามินดีในอาหารในปริมาณที่เพียงพอ ความต้องการวิตามินดีในอาหารในปริมาณที่เพียงพอ

ความต้องการวิตามินดีของสุนัขและแมวมีผลมาจากระดับและอัตราส่วนของแคลเซียม

และฟอสฟอรัสในอาหารหากได้รับวิตามินดีมากเกินไป อาจเป็นพิษกับสุนัข

สุนัขโตไม่ต้องการแคลเซียมเสริมจากการให้ดื่มนมเพิ่ม

มีสุนัขและแมวที่โตแล้วจำนวนมากไม่สามารถย่อยนมจำนวนมากๆที่ให้เป็นอาหาร

นมประ กอบด้วยแล็คโตส ซึ่งต้องอาศัยน้ำย่อยแล็คเตส ในการให้ความแตกตัวในทางเดินของลำไส้ ถ้าหากทางเดินของลำไส้มีน้ำย่อยแล็คเตสไม่พอ


               การกินนมเข้าไปมากๆอาจทำให้ท้องเสีย การเสริมแคลเซียมระหว่างการตั้งครรภ์ของสุนัขและแมว จะไม่ช่วยแก้การชักระหว่างตั้งครรภ์อาการชักที่ว่านี้ไม่ใช่โรคที่เกิดจากสารอาหาร

แต่เป็นภาวะของการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แคลเซียมในโลหิตจะถูกควบคุม

โดยฮอร์โมนชนิดต่างๆเพื่อให้หลักประกันว่าเซลล์ของร่างกาย

แต่ละเซลล์ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ต้องการ เมื่อสุนัขเพศเมียออกลูกความต้องการแคลเซียมจะเพิ่มขึ้น กระดูกเป็นแหล่งกำเนิดของแคลเซียมที่อุดมสมบูรณ์ แต่การดึงเอาแคลเซียมจากกระดูก

จะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนหลายตัว อาการชักจะเกิดขึ้น

เมื่อฮอร์โมนไม่ช่วยทำให้แคลเซียมออกมาช่วยในการผลิตนมในปริมาณที่ต้องการมากกว่าปรกติ ในระหว่างที่เกิดการชักแคลเซียมที่อยู่ในโลหิตจะลดลง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอและสั่นระริก

ซึ่งเป็นอาการของโรคนี้ การรักษาพยาบาล อาการชักประกอบด้วยการให้แคลเซียมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยตรง


              การรักษาที่ได้ผลอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ คือคิดว่าถ้าหากให้สุนัขที่ตั้งท้องด้วยแคลเซียมในปริมาณที่มากแล้วจะป้องกันการชักได้ การให้อาหารสำเร็จแก่สุนัขและแมวที่ผลิตขึ้นมาสำหรับทุกวัย

สารอาหารที่ได้น่าจะเพียงพอสำหรับสัตว์ที่คลอดลูก การเสริมแคลเซียมจึงไม่จำเป็น นอกจากสัตวแพทย์จะแนะนำให้เสริมเท่านั้นการดูแลขนสุนัขพันธุ์ขนยาวขน

สุนัขที่ยาวสลวยนอกจากจะดูสวยงาม ยังช่วยป้องกันความหนาวเย็น

แต่ก็ต้องดูแลขนมากกว่าสุนัขที่มีขนสั้น สุนัขที่มีขนคล้ายไหม เช่น พันธุ์ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์จะไม่มีขนชั้นใน ในขณะที่แปรงขนจึงต้องระมัดระวังอย่าให้ขีดข่วนและระคายเคืองผิวหนัง

สุนัขที่ขนยาวเช่นพันธุ์คอลลีและพันธุ์เชตแลนด์ ชีพด็อก จะมีขนชั้นในที่หนาแน่นซึ่งจะพันกันได้ง่ายมากถ้าไม่ได้ดูแลและแปรงขนอย่างสม่ำเสมอ
                   
การแปรงขนสุนัขที่มีขนยาว
         1.ใช้แปรงสลิกเกอร์ค่อยๆสางขนที่พันกันและเป็นปมอย่างนุ่มนวล ควรระมัดระวังอย่าฝืนดึงขน

หรือแปรงอย่างรุนแรงจนทำให้สุนัขเจ็บ


            2.แปรงขนซ้ำอีกครั้งด้วยแปรงขนหมุด การแปรงในขั้นนี้ไม่ควรมีขนที่พันกันแล้ว


            3.ใช้หวีด้ามตรงที่มีซี่หวีกว้างหวีอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงขาที่มีขนยาว


     4.ตัดขนที่ยาวรอบเท้าโดยเฉพาะขนระหว่างนิ้วซึ่งเป็นบริเวณที่มักมีสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสะสม

ทำให้เกิดการระคายเคือง


            5.ตัดขนบริเวณข้อขาเพื่อป้องกันการพันกันของขนที่ยาวซึ่งเป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกและผิวหนังที่ตาย
การแปรงขนสุนัขที่มีขนคล้ายเส้นไหม เช่น สุนัขพันธุ์ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์


           1.ใช้แปรงสลิกเกอร์สางขนที่พันกันออกการสากขนที่เกาะกันเป็นก้อนต้องทำด้วยความระมัดระวัง

อย่าดึงแรงจนกระทั่งขนขาด


            2.แปรงอีกครั้งด้วยแปรงขนสัตว์เพื่อทำให้ขนเงางามการแปรงขนในขั้นนี้ไม่ควรแปรงสะดุด


            3.แสกขนตามแนวกลางหลังแล้วหวีขนแต่ละด้านให้เหยียดลงอาจตัดแต่งด้วยกรรไกรให้เป็นระเบียบ


           4.เล็มขนรอบเท้าและหู และตัดเล็บด้วย 5.ขนที่ยาวเหนือตาควรเล็มออกหรือรวบด้วยริ้บบิ้นหรือโบ


การคลอดลูกแม่สุนัขจะมีอาการเบื่ออาหารประมาณ 1-2 วันก่อนคลอดและจะกระวนกระวาย พยายามหา
สถานที่คลอดเมื่อเริ่มคลอดถุงน้ำคร่ำจะแตกออก น้ำคร่ำที่นองพื้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำปัสสาวะ

อาการเบ่งจะถี่ขึ้นและแรงขึ้นตามลำดับ ลูกสุนัขตัวแรกควรจะคลอดออกมาภายใน 2 ชั่วโมง นับจากถุงน้ำคร่ำแตกและสุนัขจะเริ่มเบ่งระยะเวลาในการคลอดลูกแต่ละตัวอาจห่างกัน 10-80 นาที
           
การให้กำเนิด


            1.เมื่อเริ่มเบ่ง แม่สุนัขจะหายใจถี่และหอบ อุณหภูมิร่างกายลดลง กระสับกระส่าย

สุนัขอาจไปหาที่ลับตาเพื่อคลอด ดังนั้น เจ้าของควรเฝ้าดูไว้


            2.ขณะเบ่งแม่สุนัขอาจลุกขึ้นยืนและหมุนตัวไปรอบๆ แต่บางตัวชอบนอนราบลง

ควรปล่อยให้แม่สุนัขเบ่งในท่าคลอดที่สุนัขเลือกเอง


           3.แม้จะเป็นลูกสุนัขครอกแรก แต่โดย สัญชาตญาณ

แม่สุนัขจะหันมาสำรวจลูกสุนัขและเลียน้ำคร่ำและเยื่อหุ้มตัวออก

จากนั้นแม่สุนัขจะกัดสายสะดือและกินรกที่ออกมากับลูกสุนัข


         4.การที่แม่สุนัขเลียน้ำคร่ำออกจากปากและจมูกลูกสุนัขค่อนข้างแรงเป็นการให้ความอบอุ่นแก่ลูก

และเป็นการกระตุ้นระบบหายใจของลูกสุนัขด้วย


            5.แม่สุนัขอาจจะหยุดพักในระหว่างการคลอดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงและพร้อมที่จะเบ่งอีก


           6.ในระหว่างการคลอดลูกแต่ละตัว แม่สุนัขจะผ่อนคลายและพักนานขึ้น

เพื่อรอเบ่งตัวใหม่ออกมา แม่สุนัขส่วนมากจะไม่ยอมให้ลูกกินนมจนกว่าจะคลอดลูกออกหมดแล้ว อย่าลืมดูว่ารกได้ถูกขับออกมาเท่าจำนวนลูกสุนัขหรือไม่


         7.แม้ว่าลูกสุนัขจะคลานไปไกลเพียงใด ถ้าแม่สุนัขได้ยินเสียงลูกร้องก็จะตามไปคาบกลับมาเนื่องจากแม่สุนัขตอบสนองต่อเสียงร้องของลูก

แต้ถ้าลูกสุนัขคลานห่างออกไปโดยไม่ส่งเสียงร้องแม่สุนัขอาจจะไม่สนใจที่จะตามลูกกลับ
          8.เมื่อลูกสุนัขคลอดออกมาครบแล้ว แม่สุนัขจึงยอมให้ลูกดูดนมพร้อมๆกัน

หากพบว่าแม่สุนัขมีนมไม่เพียงพอให้ลูกสุนัขกิน จะต้องปรึกษาสัตวแพทย์


      9.หลังจากลูกสุนัขดูดนมอิ่มแล้วแม่สุนัขจะเลียรอบอวัยวะเพศและทวารหนักของลูก

เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ทั้งนี้แม่สุนัขจะกินสิ่งที่ลูกขับถ่ายออกมาด้วย

จนกระทั่งลูกอายุได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นสัญชาตญาณของสุนัขป่าที่ยังเหลืออยู่ในการกำจัดกลิ่นปฏิกูลของลูก เพื่อไม่ให้สัตว์ล่าเนื้ออื่นๆรู้การดูแลรักษาฟันสุนัข สุนัข ต้องการการดูแลเอาใจใส่ฟันเป็นพิเศษ

เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหงือกและโรคฟันผุ
                 
การจับโปรแกรมเกี่ยวกับสุขภาพจึงมีความสำคัญ คุณควร


          1. ให้อาหารที่เป็นเม็ดหยาบแก่สุนัข ให้นมหรือขนมปังกรอบที่ผลิตขึ้นมาเพื่อสุนัข

วันละครั้งอาหารที่แข็งจะช่วยขัดและทำความสะอาดฟัน โดยการเสียดสี


          2. ให้สุนัขได้ขบเคี้ยวกระดูกเทียมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นต้นว่ากระดูกที่ทำมาจากหนังสัตว์ กระดูกข้อเท้าขนาดใหญ่ซึ่งไม่แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และกระดูกที่ทำจากไนล่อนชนิดแข็งจะได้ผลดี


          3.กำจัดหินปูนจากฟัน สุนัขที่อาศัยอยู่ในแถบ ที่มีน้ำกระด้าง

จะเกิดหินปูนตามฟันหินปูนเป็นส่วนประกอบของฟอสเฟต คาร์บอเนตและสารอินทรีย์

เหลือแคลเซียมแหล่านี้จะละลายในกรด แต่จะตกตะกอนในน้ำลายของสุนัขที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ

ควรกำจัดหินปูนที่เกิดขึ้นทันที หินปูนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องผิดปกติ ถ้าหากไม่เอาใจใส่

หินปูนจะพอกหนาขึ้นกลายเป็นปลั๊กหรือแคลคิวลัส ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคเหงือก แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคเกี่ยวกับเยื่อหุ้มฟันอักเสบคราบหินปูนสามารถกำจัดโดยใช

้สารละลายไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกๆไซด์ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน

โดยใช้ชนิดความเข้มข้น 3 เปอร์เซ็นต์หรือจะใช้สารละลายของกรดเกลือชนิด

1 เปอร์เซนต์ก็ได้ชุปสารละลายดังกล่าวด้วยผ้าเนื้อหยาบ แล้วถูที่ฟันอย่างแรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านนอก ซึ่งติดกับเหงือก ซึ่งมีคราบหินปูนอยู่มากที่สุด

ในกรณีที่เป็นมาก อาจจะต้องใช้เครื่องมือทำฟันขูด เพื่อทำให้แผ่นหินปูนที่หนาแตกออก

แล้วทำการขัดฟันอีกทีหนึ่ง


        4. แปรงเหงือกและฟันของสุนัขสัปดาห์ละสองครั้ง

ด้วยยาสีฟันของสุนัขด้วยแปรงชนิดขนนิ่มของเด็ก ถ้าไม่มียาสีฟัน

ก็แนะนำให้ใช้โซดาผงหรือที่เรียกว่าโซเดียมไบคาร์บอเนต

ไม่ใช้โซเดียมคาร์บอเนตนะครับ เพราะนั่นมันเป็นผงโซดาซักผ้า

โปรแกรมเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากจะช่วยยืดอายุของฟันสุนัขของคุณ

และช่วยให้เข้ามีสุขภาพดีในปีต่อๆ ไปของชีวิต

 

 

หมาแม่ลูกอ่อน

 

 

  อาหารที่ใช้เลี้ยงหมาแม่ลูกอ่อนไม่ได้มีให้เฉพาะแม่หมาเท่านั้น

มันต้องถ่ายทอดไปยังลูกหมาด้วย โดยการเปลี่ยนเป็นนม

ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่หมาจะกินต้องเพิ่มขึ้นโดยอาทิตย์แรกเพิ่มเท่าครึ่งจากปกติ

อาทิตย์ที่ 2 เป็น 2เท่า และอาทิตย์ที่ 3 เป็น 3 เท่า สิ่งที่ต้องเสริมเพิ่มเติมแก่แม่หมา

ได้แก่ แร่ธาตุ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกแตกออกไป

นมแม่สู่ลูก ๆ ของมันในขณะเดียวกัน แม่หมาจึงมีปริมาณแคลเซียมที่ลดลงด้วย

จนถึงระดับที่เกิดขาดแร่ธาตุที่เราเรียกว่า ภาวะแคลเซียมต่ำ แม่หมาแสดงอาการชัก

เกร็ง น้ำลายไหลยืด ตัวร้อนจัด ฝรั่งเรียกว่า Milk Fever หรือไข้น้ำนม เมื่อเจ้าของพาไปหาหมอ

หมอจึงฉีดแคลเซียมให้ อาการจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางที่ดีควรมีการป้องกันไว้

โดยการเพิ่มเติมแคลเซียมลงไปในอาหารแม่ลูกอ่อน

ตามคำแนะนำของหมอ พร้อมกับให้จากแหล่งอาหารธรรมชาติ คือ นม

ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ดี

 

--------------------------------------------------------------------------------

หมาแพ้อาหาร
             
  สุนัขที่แพ้อาหารจะมีอาการแสดงอยู่สองอย่างใหญ่ ๆ คือ อาการบนผิวหนัง

กับอาการระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสาเหตุก็เนื่องจากการร่างกายหมาได้รับการกระตุ้นอาการแพ้

คือโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัว หรือ ไก่ ฯลฯ ซึ่งมักใช้เป็นแหล่งโปรตีน ในการผลิตอาหารหมา
ลักษณะการการบนผิวหนังที่พบ คือ คัน ผิวหนังอักเสบ โดยเกิดบริเวณรักแร้ ใบหู ขาหนีบ

โดยมีผื่นแดง ตุ่มคัน สีผิวเปลี่ยนไป เกิดสะเก็ดและหูชั้นนอกอักเสบ หมาบางตัวอีอาการท้องร่วง

ซึ่งเป็นอาการของระบบทางเดินอาหาร อาจแสดงออกอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างร่วมกันก็ได้
หมาขี้แพ้มักจะเริ่มออกอาการให้เห็นในช่วงอายุ 3 ปีแรก

ซึ่งพันธุ์หมาที่แพ้อกหารอยู่บ่อย คือ ลาบราดอร์ รีทวีฟเว่อร์ ค็อกเกร์และสปริงเกอร์

สแปนเนี่ยล เทอร์เรีย คลอลี่ และมินิเจตอร์ ชเนาวเช่อร์
หลักการรักษาคือ อย่าให้หมากินของที่แพ้ง่าย แต่ในปัจจุบันมีอาหารในสูตร

ที่สำหรับสุนัขที่แพ้อาหารแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

หมาท้อง

 

  อาหารที่เลี้ยงหมาที่กำลังตั้งท้องนั้นจะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก

ไขมันน้อย ขนาดและปริมาณที่ให้ในระยะ 6 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องพอ ๆ กับ

ใช้เลี้ยงดูหมาใหญ่ หรือหมาโตเต็มวัย ในประจำวัน แต่เราจะเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้น

ตามน้ำหนักตัวหมาในระยะ 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอดคือ

เพิ่มอาหารให้ปริมาณ 15-20 % ของน้ำหนักตัวแม่หมา
ก่อนคลอด 1 - 2 วัน แม่หมาบางตัวมักไม่ค่อยกินอาหารหรือไม่กินเลย

เพราะมัวแต่หาสถานที่คลอดลูก โดยเฉพาะแม่หมาสาวท้องแรก

ฉะนั้นอย่าตกใจจนเกินไป หลังคลอดแล้วก็จะกินอาหารเอง ข้อพึงระวัง

อย่าขุนมหาจนอ้วนเกินไปจนไม่มีแรงในการเบ่งคลอดลูก

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

หมาโต

 ในวัยนี้เราสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดได้แล้วซึ่งอาหารสำเร็จรูปที่นิยมมี 2 แบบ คือ
อาหารแห้ง ส่วนใหญ่จะมีความชื้นต่ำมากคือ ไม่เกิน 10 % มักอัดอยู่ในรูปเม็ดทรงต่าง ๆ กัน

ทำมาจากวัตถุดิบ คือ เนื้อวัว ม้า ไก่ หรือปลาป่น ฯลฯ บรรจุกล่องกระดาษ  อาหารเปียก

มีความชื้นสูงประมาณ 65-70 % ทำมาจากเนื้อวัว เนื้อม้า และเนื้อปลา

ยังคงมีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้เห็น บรรจุกระป๋อง จะน่ากินกว่าแบบแห้ง

 ทั้งสองแบบสามารถเทใส่ภาชนะให้สุนัขกินได้ทันที

แต่หมาจะกินหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่งเพราะหมาบางตัวไม่ยอมรับอาหารเหล่านี้

จะเป็นเพราะกลิ่นหรือรสหรือความแข็งกระด้างก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกหัดให้กินก่อน

โดยการหลอกล่อด้วยเล่ห์กล กล่าวคืออาจผสมอาหารสำเร็จรูปจำนวนเล็กน้อย

ลงในอาหารสำเร็จขึ้นไปทีละน้อย ทำบ่อย ๆ จนในที่สุดหมาตัวนั้น

สามารถกินอาหารสำเร็จรูปล้วน ๆ ผู้เลี้ยงบางคนอาจว่าวิธีนี้ไม่ทันใจ

ใช้วิธีเผด็จการ กินก็กิน ไม่กินก็อด จะอดได้ไม่นาน สุดท้ายก็ยอมกิน

แต่ควรระวังจะเจอตัวที่ยอมอดเป็นอดตายเข้าจริง ๆ

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกหมาหย่านม

 

 การอดนมของลูกหมามักกระทำได้เกือบครบ 4 อาทิตย์จากนั้นก็ให้อาหารที่เตรียมสำหรับลูกหมาหลังอย่านม
อาหารที่เหมาะสมสำหรับลูกหมาหย่านมใหม่ ๆ มีสูตรเช่นเดียวกับสูตรอาหารแม่หมากำลังให้นม

ทั้งนี้เพราะหมาทั้งสองวัยต่างต้องการแคลเซียม ฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูง เพื่อการเสริมสร้างกระดูกในลูกหมาและทดแทนที่เสียไปกับนมของแม่หมานั่นเองรวมไปถึงปริมาณโปรตีนอีกด้วย

สูตรอาหารสำหรับลูกหมาที่กำลังหย่านมและแม่หมาที่กำลังให้นม
ผักต้ม 8 ส่วน
ข้าว 23 ส่วน
เนื้อบดหรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่น 55 ส่วน
น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช 6 ส่วน
ยีสต์ผงหรือเม็ด 5 ส่วน
วิตามินและเกลือแร่ 3 ส่วน
-------------------------------------------------------------------------------
แปรงขน สางขน

   หมาขนยาวทั้งหลายจำต้องได้รับการแปรงขนและสางขนอย่างน้อยวันละครั้ง

เพื่อป้องกันการพันติดและเกาะกันเป็นก้อน สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคผิวหนังอักเสบ

เพราะเป็นแหล่งหมักหมมสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ รวมถึงเชื้อโรคมากมาย  

 ส่วนหมาขนสั้นก็จำเป็นต้องดูแลแปรงขน เพียงแต่น้อยกว่าพวกขนยาวหน่อย

อาจแปรงขนอาทิตย์ละครั้งก็พอถ้าไม่มีความสกปรกมาก
เครื่องมือที่ใช้ในการแปรงขนและสางขนที่สำคัญคือ แปรง ซึ่งมีหลายชนิด ซี่ถี่ห่าง

ต่าง ๆ กัน ความแข็งนุ่มของแปรง ความยาวของซึ่งแปรง สิ่งเหล่านี้ทำมาเพื่อให้เหมาะกับ

การขนหมาชนิดต่าง ๆ เช่น แปรงซี่หยาบ ขนแข็งใช้กับหมาจนยาวหรือแปรงซี่หยาบห่างมาก

แข็งเป็นพิเศษ เหมาะกับการสางขนที่ติดกันนุงนัง เป็นต้น นอกจากนี้ควรเตรียมหากรรไกรไว้ตัดขนที่พันกันยุ่งอีกด้วย

 

--------------------------------------------------------------------------------

ที่อยู่ที่นอน

 

              สุนัขควรมีที่หลับนอนของมันเองที่เป็นที่เป็นทางและเป็นสัดส่วน จะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านหรือนอกบ้านก็แล้วแต่ความพร้อมของเจ้าของและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ส่วนใหญ่หากมันยังเล็กก็นิยมเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อสะดวกในการดูแล

และทำให้มันสนิทสนมกับคนในบ้านได้ง่าย แต่ต้องคอยดุแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง จัดที่นอนสำหรับลูกสุนัขไว้ในลังไม้หรือตะกร้าตั้งไว้มุมห้องเงียบ ๆ

สักมุมหนึ่ง หรืออาจใช้เพียงผ้าผวยเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่ม ๆ

หลายชั้นทำเป็นที่นอนขนาดเล็กใหญ่ ก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม

               หากมีอาณาบริเวณบ้านมากพอ หรือต้องการเลี้ยงไว้นอกบ้าน

ซึ่งมันก็ต้องการที่คุ้มแดดคุ้มฝน หรือหลบร้อนตอนกลางวัน การสร้างคอกหรือกรงเลี้ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขนาดกรงควรกว้างพอให้มันเหียดตัวหรือกลับตัวได้ง่ายและสูงพอที่มันจะยืนได้

บริเวณที่ตั้งกรงหรือคอกเลือกเอาที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทได้ดีไม่อับชื้น

และควรติดมุ้งลวดเพื่อกันยุงและแมลงให้มันด้วย

 

--------------------------------------------------------------------------------

 ตัดเล็บ

 

              หมาที่เลี้ยงปล่อยวิ่งเล่นตามสนามหญ้าหรือพื้นซีเมนต์ทั่วไปแล้วเล็บจะมีความสึกหรอเอง

โดยการเสียดสีกับพื้นมักไม่ต้องมาตัดให้เสียเวลา อย่างมากก็เล็ม ๆ เป็นบางเล็บให้เสมอกับส่วนที่สึกกว่า ส่วนหมาที่เลี้ยงอยู่ภายในบ้านวิ่งบนพรมหรือพื้นหินขัดตลอดเวลาเล็บจึงยาว เมื่อตะกุยตะกายเจ้าของ เบาะ หรือประตูทำให้เกิดรอยขีดข่วนอย่างเห็นได้ชัด จำเป็นอยู่ที่จะต้องหมั่นตรวจดูแลและตัดอย่างสม่ำเสมอ การติดเล็บหมาควรทำหลังอาบน้ำเพราะเล็บที่เปียกน้ำมาจะอ่อน ตัดง่าย ควรใช้กรรไกร

ที่ทำมาเพื่อตัดเล็บหมาโดยเฉพาะซึ่งจะง่ายและปลอดภัย
เทคนิคสำคัญคือ ต้องคอยสังเกตดูส่วนที่มีเลือดมาเลี้ยงในเล็บจะมองเห็นเป็นสีชมพูแดง
**ระวังอย่างไปตัดโดนโคนเล็บ
--------------------------------------------------------------------------------

เช็ดหู ทำความสะอาดหู
             
               หูหมาก็เช่นเดียวกับหูคน มีการสร้างขี้หูออกมาจนตลอดเวลาเพื่อเป็นการ

ขับสิ่งสกปรกและแปลกปลอมที่อาจเข้าหู หมาบางตัวมีขี้หูมาก แต่บางตัวก็มีน้อย แตกต่างกันไป เจ้าของต้องหมั่นตรวจดูด้วยสายตาว่ามีคราบไคลของขี้หูมากน้อยแค่ไหน

มีหนองออกมาหรือไม่ ฯลฯ ประกอบกับใช้จมูกช่วยด้วย คือ ดมกลิ่นหาความผิดปกติ เช่นเหม็นมากขึ้นกว่าเก่าหรือไม่
               โดยปกติแล้วเจ้าของสามารถใช้สำลีหรือผ้านิ่ม ๆ เช็ดบริเวณหูและรูหูส่วนนอก ได้เป็นประจำ ส่วนใหญ่มักทำกันหลังอาบน้ำซึ่งเป็นเป็นการดีเพราะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีน้ำหลงเข้าไปในหูบ้างหรือเปล่า ถ้มีจะได้เช็ดออกให้แห้งเป็นการป้องกันโรคหูอักเสบได้ด้วย
              **ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้าไปล้างหูนะครับ

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

เช็ดตา ล้างตา
 หมาปกติสมบูรณ์ไม่ควรจะมีขี้ตาแฉะหรือเกรอะกรังรวมทั้งน้ำตาไหลเป็นคราบอยู่เสมอ เมื่อเจ้าของหมาพบเข้า นั่นแหละคือต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว หากยังไม่มีเวลาไปหาหมอก็อาจทำความสะอาจดูแลรักษาไปพลางก่อน ก่อนโดยการใช้น้ำยาล้างตาหลดลงไปบนผิวกระจากตา 4-5 หยด เป็นระยะ ๆ

เพื่อให้น้ำยาล้างตาชะเอาสิ่งสกปรกรวมถึงขี้ตาด้วย จากนั้นใช้กระดาษทิชชูซับรอบ ๆ

ภายนอกซับให้แห้ง
กรณีที่มีน้ำตาไหลเป็นคราบอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานมากแล้ว

คราบน้ำตาไหลเหล่านั้นมีคุณสมบัติเกาะติดขนและผิวหนังได้ดีมาก

ทำให้เป็นรอบคราบน้ำตาติดแน่นอยู่ที่ 2 ข้างหัวตาย้อยลงมาถึงมุมปาก

สิ่งที่จะทำได้โดยการหมั่นเช็ดถูให้บ่อยครั้งขึ้นทุก ๆ วัน ขนที่ติดคราบน้ำตาอยู่จะค่อย ๆ

หลุดร่วงไปวันละเล็กวันละน้อย จนขนใหม่ไม่มีคราบน้ำตางอกขึ้นมาแทนที่เต็มหมดแล้วรอยคราบ

ดังกล่าวจะหมดไป

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

การกำจัดและป้องกันเห็บ
 เห็บ หมัดและแมลง เป็นพาหะนำโรคบางชนิดมาสู่สุนัข ถึงแม้ไม่เกิดโรคก็จะทำความรำคาญให้สุนัขมาก เห็บหรือหมัดที่มีในสุนัขส่วนมากมักเกิดจากเจ้าของที่ไม่ดุแลสุนัขเท่าที่ควร
หมัด หรือเห็บมักเกาะกินเลือดอยู่ตามบริเวณผิวหนังอ่อน ๆ ของสุนัข เช่น รอบคอ

ริมฝีปาก บริเวณหลังเลยหางขึ้นไป ตามซอกเล็บ และตามบริเวณก้นการกำจัดเห็บ หมัด

อาจใช้น้ำมันสนหยดลงไปให้ถูกตัวเล็กน้อย จะทำให้มันหลุดออกมา

หากดึงหมัดหรือเห็บขณะที่มันกำลังกัดติดอยู่กับบริเวณผิวหนังแรง ๆ อาจทำให้ผิวสุนัขเป็นแผล  

            
 การป้องกันกำจัดเห็บหรือหมัดอาจใช้วิธีรักษาความสะอาดตัวสุนัข

ใช้อุปกรณ์ในการกำจัดเห็บ เช่น ยากำจัดเห็บ แป้งกำจัดเห็บ แชมพูกำจัดเห็บ

ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ หรือทำด้วยความระมัดระวัง ควรทำการจับหมัดหรือเห็บทุก ๆ อาทิตย์

และทำความสะอาดที่นอนสุนัขด้วย  แต่การฆ่ากำจัดเห็บเฉพาะที่ตัวสุนัข ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตลอด เพราะเห็บหรือหมัดเล่านี้จะอาศัยอยู่บริเวณที่อยู่ของสุนัข

ดังนั้นควรใช้ยาฆ่าเห็บผสมกับน้ำราดตามบริเวณที่สุนัขอาศัยอยู่ด้วย

การกำจัดสิ่งเหล่านี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะประสบความสำเร็จ

 

--------------------------------------------------------------------------------

ความพร้อมในการเลี้ยงสุนัข

              1. ความพร้อมของสถานที่ การเลี้ยงสุนัขต้องมีสถานที่หรือบริเวณ

สำหรับให้สุนัขวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง อย่าปล่อยให้สุนัขอยู่ในที่แคบ

สิ่งแวดล้อมไม่ดี มันจะรู้สึกซึมและส่งเสียงคราง อุปนิสัยผิดไป

ดังนั้นผู้เลี้ยงสุนัขควรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสถานที่ให้พอเหมาะกับสุนัขด้วย

               2. ความพร้อมของผู้เลี้ยง ผู้เลี้ยงควรสำรวจตัวเองเสียก่อนกว่า

ชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร และมีเวลาให้กับสุนัขหรือไม่ เช่น

ถ้าสถานที่แคบไม่มีบริเวณที่จะปล่อยให้สุนัขวิ่งเล่น

แต่อยากจะเลี้ยงสุนัขมากจึงขังกรงเอาไว้ ก็จะไม่ได้อะไรขึ้นมา

ผู้เลี้ยงจะได้รับเพียงเสียงเห่าที่หนวกหูเท่านั้น ผู้เลี้ยงต้อยมีเวลาพามันออกกำลังวิ่งเล่นบ้าง

คอยฝึกสอนบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพื้นฐานต่าง ๆ ให้สุนัข จะทำให้สุนัขที่เลี้ยงมีคุณค่ามากขึ้น

เช่นการนั่งคอย การไหว้ ไม่ขโมยอาหารและกินมูมมาม

 

               3. ความรัก การเลี้ยงดูสุนัขต้องมีความรัก ความจริงใจและเสมอต้นเสมอปลายด้วย

เพราะบางคนนำสุนัขมาเลี้ยงขณะที่ยังเป็นลูกสุนัข มีความน่ารักขนปุกปุย ขี้เล่น

แต่พอสุนัขโตขึ้นความน่ารักดังกล่าวก็จะค่อย ๆ หายไป นิสัยใจคอเปลี่ยนไป

รูปร่างขนที่ปุกปุยก็จะหยาบ ขายาว ตัวโตขึ้น หมดความน่ารักลง ทำให้ไม่อยากเอาใจใส่และไม่เล่นกับมัน แต่สุนัขไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้ยังคงทำในสิ่งที่เคยทำ เช่น

อยากจะให้อุ้ม แล้วตะกุยตะกายให้อุ้ม แต่เรามักไม่เข้าใจก็

ทำโทษมันด้วยความโมโหและรำคาญที่ถูกเล็บข่วนเป็นเป็นแผล

หรือทำให้เสื้อผ้าสกปรก จึงทำโทษด้วยการดุหรือเฆี่ยนตี

ทำให้สุนัขเข็ดกลัวไม่อยากเข้าใกล้ หรือคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้สุนัขที่เคยน่ารักหมดคุณค่าไป

               4. ความเอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน เมื่อสุนัขเกิดอาการไม่สบาย

มันไม่สามารถบอกเล่าอาการต่าง ๆ ได้เหมือนคน จึงต้อยคอยสังเกต

เอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุนัขมีความเป็นอยู่ที่ดี

นอกเหนือไปจากการให้อาหารและน้ำดื่มที่สะอาดแล้ว ต้องคอยสังเกตว่าสุนัขมีสุขภาพอย่างไร

ในเรื่องของการขับถ่าย ท้องเสียหรือไม่ มีกิริยาท่าทางร่าเริงหรือหงอย ซึม ไม่สบาย มีแผล มีเห็บหมัดรบกวนหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติต้องรีบช่วยเหลือทันที

 

--------------------------------------------------------------------------------

การเลี้ยงดูสุนัขขณะที่เป็นลูกสุนัข

 ลูกสุนัขที่จะนำมาเลี้ยงนั้นควรมีอายุ 2 เดือน หรือหย่านมแล้ว หรือถ้าโตกว่านี้ก็จะยิ่งเลี้ยงง่ายขึ้น

เมื่อนำสุนัขเข้ามาอยู่ที่แห่งใหม่วันแรก ถ้าบ้านเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วก็ควรให้สุนัขไ

ด้รู้จักกับสุนัขที่มีอยู่เดิมและให้สุนัขรู้จักสิ่งแวดล้อม

ที่แตกต่างไปจากที่เดิม เพื่อให้คุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่ เพราะนิสัยสุนัขจะอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาก จึงควรปล่อยให้สุนัขเดินสำรวจสถานที่หรือสิ่งต่าง ๆ ตามลำพัง จะทำให้มันรู้สึกว่า

สถานที่ใหม่เป็นสถานที่ที่อบอุ่นปลอดภัย ไม่น่ากลัวใด ๆ แต่สำหรับลุกสุนัขเล็ก ๆ

บางตัวเมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ จะมีปัญหาบ้าง เช่นมันจะหอนเพราะคิดถึงแม่และพี่น้องที่เคยเล่นกันมา

เมื่อหิวก็หอน อาจทำให้รำคาญ เพราะหนวกหู วิธีการแก้ปัญหาลูกสุนัขหอน อาจนำสิ่งของที่ปูนอนในรังเก่าของลูกสุนัขมารองให้นอนในที่อยู่ใหม่ด้วย

เพราะลูกสุนัขจะจำกลิ่นได้ และเข้าใจว่ายังอยู่ที่เดิม หรออาจเลี้ยงสุนัข 2 ตัวอยู่ด้วยกัน

เมื่อมีเพื่อนเล่นมันจะไม่เหงาและไม่ค่อยหอน


 โดยทั่วไปลูกสุนัขตอนเล็ก ๆ นิสัยเหมือนเด็ก จะชอบนอน ตื่นขึ้นมารู้สึก หิวก็ร้อง

อิ่มก็นอน แล้วก็เล่น เมื่อโตขึ้นก็จะนอนน้อยลง ชอบตื่นขึ้นมากินและเล่นมากขึ้น

จากนั้นก็จะคุ้นเคยกับความเป็นอยู่และสถานที่ใหม่
ลูกสุนัขเมื่ออายุได้ 4-5 เดือน ก็เริ่มถ่ายขนขนจะหยาบกว่าเดิม

ฟันน้ำนมก็จะเปลี่ยนเป็นฟันแท้ มีเขี้ยวขึ้นทั้ง 4 เขี้ยว ทำให้คันปาก จึงชอบแทะสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน ถ้าสุนัขกัดสิ่งของในบ้านควรทำโทษเพื่อให้เข็ดหลาบไม่ติดเป็นนิสัยควรหาของเล่น เช่น

ลูกบอลเล็ก ๆ กัดแทะแทน ลุกสุนัขอายุ 4-6 เดือนจะชอบเล่นแทะ และซุกวนมาก

กินอาหารเก่งอยากรู้อยากเห็นพออายุ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว

ถ้าเป็นตัวเมียก็จะเริ่มเป็นสัด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้ผสมพันธุ์กันในวัยนี้

อาจทำให้มันเสียโครงสร้าง ถ้าจะให้ผสมพันธุ์ควรผลสมเมื่อมีอายุประมาณ

12-18 เดือนจะเหมาะสมมากกว่า

 

--------------------------------------------------------------------------------

การป้องกันโรค

              ผู้เลี้ยงควรต้องมีเวลาให้กับสุนัข เพื่อทำความคุ้นเคยและศึกษาสุนัขแต่ละตัว

ต้องคอยเอาใจใส่สังเกตความเป็นอยู่ การกินอาหาร การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

นอกจากนี้ควรจะต้องมีความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับสุนัข โรคต่างๆ เมื่อสุนัขเกิดอาการเจ็บป่วย

จะได้นำไปรักษาได้ทันที
               โรคที่เกิดกับสุนัขมีหลายชนิดและมักเกิดการระบาดอยู่เสมอทุกปี

หลายโรคอาจร้ายแรงทำให้สุนัขพิการหรือเสียชีวิต ทั้งอาจติดต่อถึงคนภายในบ้านด้วย การหมั่นเอาใจใสในตัวสุนัขและดูแลสุขภาพทั่วไปของสุนัขจึงเป็นการป้องกันโรคเบื้องต้นที่ดีที่สุด    
               อาการของสุนัขที่เริ่มป่วยสังเกตได้จาก อาการเซื่องซึม ,ไม่ร่างเริงแจ่มใส,

ไม่กินอาหารหรือกินอาหารน้องลง, อาเจียน, มีอาการท้องร่วง, ท้องผูก, ผอมลง,ขนหยาบกระด้าง,

ผิวหนังเป็นผื่นแดง, ตาแฉะ, จมูกแห้งหรือมีน้ำมูก หากสุนัขมีอาการดังกล่าว

ควรทำการรักษาหรือนำสุนัขไปหาสัตวแพทย์


               โรคสุนัขหลายโรคสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

หลังการฉีดวัคซีนควรงดอาบน้ำภายใน 1 สัปดาห์ เพราะสุนัขอาจมีไข้เล็กน้อยจากปฏิกิริยาต่อวัคซีน ดูแลให้สุนัขกินยาตามเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด รวมทั้งควรแยกสุนัขตัวที่ป่วยออกจากตัวปกติ สิ่งที่ช่วยให้สุนัขรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้อีกประการหนึ่งคือ การรักษาความสะอาด

ทั้งของสุนัขและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย กำจัดเห็บ หมัด ยุง หนู

หรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ที่เป็นพาหะเหล่านี้
              กำหนดการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคของสุนัข
อายุ ข้อปฏิบัติ
              3 สัปดาห์ ตรวจอุจจารและถ่ายพยาธิ
              2 เดือน ฉีดวัคซีนป้องอกันโรคไข้หัดสุนัข โรคพาร์โวไวรัส เลปโตสไปโรซีส ตับอักเสบติดต่อ
              3 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และถ่ายพยาธิ
              4 เดือน ฉีดซ้ำเช่นเดียวกับเมื่ออายุ 2 เดือน
              6 เดือน ตรวจเลือดเพื่อหาโรคพยาธิหนอนหัวใจและตรวจซ้ำทุก 6 เดือน
ทุกปี พบสัตวแพทย์เพื่อนตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน และฉีดวัคซีนซ้ำทุกอย่าง

-------------------------------------------------------------------------------------

 

การทำหมัน
             
 หากไม่ต้องการให้มีลูกสุนัขเกิดเกินจำนวนที่จะเลี้ยงได้ หรือเพื่อเสี่ยงกับการผสมพันธุ์ในครอก

ได้ลุกสุนัขผิดลักษณะควรทำหมันให้กับสุนัข นอกจากนั้น การทำหมันจะช่วยลดความวุ่นวาย

เนื่องจากพฤติกรรมของสุนัขในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
การทำหมันสุนัขตัวผู้สามารถกระทำได้เมื่ออายุ 7-8 เดือนขึ้นไป สำหรับตัวเมียควรทำเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป หรือหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกไปแล้ว 1 เดือน และไม่ควรทำหมันเมื่อสุนัขมีอายุมากแล้ว

 

--------------------------------------------------------------------------------

หมาสูงอายุ

 หมาสูงอายุจะมีร่างกายที่เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ดังนั้นการให้อาหาร

จึงควรที่จะให้ตามความเหมาะสมของวัยของสุนัข ซึ่งควรมีลักษณะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

เช่นเนื้อที่ไม่มีพังพืด อาหารที่มีไขมันน้อย อาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อที่จะได้ไปเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

ปริมาณที่ให้ก็ไม่ควรมากเกินไปเนื่องจาก หมาวัยนี้จะไม่กระฉับกระเฉง

การวิ่งออกกำลังกายก็น้อยลงตามอายุ ฉะนั้นอาหารที่กินเข้าไปมาก ๆ

นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังก่อให้เกิดโทษ เช่น ท้องอืด แน่นเฟ้อ
              อนึ่ง หมาที่แก่มาก ๆ อัตราการกินอาหารย่อมต่ำลงเป็นธรรมดา บางครั้งอาจกินวันละเพียงเล็กน้อย หรือกินบ้างไม่กินบ้างเจ้าของอาจให้อาหารเสริมเช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำซุปและวิตามินต่าง ๆ เป็นฯการช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและความแข็งแรงของร่างกายอีกทางหนึ่ง

-------------------------------------------------------------------------------------

  เทคนิคการให้นมลูกสุนัข

 

วิธีการให้นม

 ควรป้อนนมโดยใช้ขวดนมแก่ลูกสัตว์กำพร้า ขวดที่เหมาะสมสำหรับลูกสุนัขและลูกแมวควรเป็นขวดขนาด 2 ออนซ์ รูที่หัวนมควรมีขนาดใหญ่พอที่จะให้น้ำนมไหลผ่านไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ได้รับอย่างเต็มที่ ลูกสุนัขที่มีอายุมากขึ้น ขนาดตัวโตขึ้นควรเปลี่ยนไปใช้ขวด 4 ออนซ์ ที่หยอดตาหรือหลอดฉีดยาปลายทื่อ

จะใช้ได้ดีกรณีที่ลูกสัตว์กำพร้านั้นมีขนาดเล็กมากๆ

หรืออ่อนแอเกินกว่าจะให้นมออกจากขวดในขณะที่หัวนมยังอยู่ในปาก ลูกสัตว์เนื่องจากจะทำให้น้ำนมเข้าปอด ซึ่งมีผลให้เกิดปอดบวมหรือตายได้
 การให้นมลูกสัตว์กำพร้าโดยทางสายยางจะสะดวกและรวดเร็ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องให้นมลูกสัตว์พร้อมกันทีละหลายตัว แต่อย่างไรก็ตามการวางสายยางไม่ถูกตำแหน่งการใช้ผิดวิธีหรือการให้นมเร็วเกินไป

ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือตายได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการให้นมลูกสุนัขหรือลูกแมวกำพร้าโดยใช้สายยาง

จึงควรฝึกการใช้อย่างถูกวิธีให้มีประสบการณ์ก่อน


การจัดการให้นม

        อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในการให้นมจะต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ

ต้องอุ่นนมก่อนาทุกครั้ง การให้นมเย็นๆ แก่ลูกสัตว์กำพร้าอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงจนถึงจุดวิกฤต
ลูกสุนัขกำพร้าในช่วงอายุสัปดาห์แรก (น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม)

อาจให้น้ำนมทดแทนประมาณ 10 มิลลิลิตร (2/3-3/4 ช้อนโต๊ะ) สำหรับการให้ครั้งแรก

สำหรับลูกแมวที่มีน้ำหนักประมาณ 90-140 กรัม ควรให้น้ำนมทดแทน 5 มิลลิลิตร

       สำหรับการให้ครั้งแรก ลูกสัตว์ที่ได้รับนมโดยทางขวดนมจะปฏิเสธหัวนมเมื่ออิ่ม
ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าส่วนใหญ่มักนิยมอุ้มลูกสัตว์ในขณะที่ป้อนนม โ

ดยยกหัวของลูกสัตว์สูงขึ้น และยืดอกเล็กน้อยในขณะที่อุ้มสัตว์ไว้ในอุ้งมือ

ควรส่งหัวนมเข้าปากลูกสัตว์แล้วยกขึ้นดึงกลับเล็กน้อย

การทำเช่นนี้จะช่วยยกหัวสัตว์ขึ้นและทำให้ลูกสัตว์ดูดนมได้ดีขึ้น ถ้าระหว่างการให้นมมีน้ำนมไหลออกมาทางจมูกควรลดอัตราเร็วของการให้นมลง

ถ้ายังไม่หายควรตรวจดูช่องปาก เพื่อดูว่ามีเพดานปากโหว่ (Cleft Palate) หรือไม่

       สำหรับการเลี้ยงดูลูกสัตว์กำพร่าในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต ปริมาณนี้นมทดแทนที่ให้ในแต่ละวัน

ไม่ควรเกิน 10% ของน้ำหนักตัวใน 2-3 วันแรก การให้ในครั้งที่ 2 และ3 ควรมีปริมารณน้ำนมเท่ากับที่ให้ในครั้งแรกจากนั้นปรับตามวิจารณญาณและความเหมาะสม ลูกสัตว์ที่มีอายุมากกว่าหรือพันธุ์ใหญ่อาจพิจารณาเพิ่ม ปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้

้ถ้าลูกสัตว์นั้นกินนมได้ดีในครั้งแรกๆ และมีการทำงานของลำไส้ปกติ

       เนื่องจากลูกสัตว์กำพร้าจะต้องมีการปรับระบบการย่อยอาหารให้คุ้นกับน้ำนมทดแทน ดังนั้นการให้น้ำนมทดแทนในปริมาณที่น้อยกว่าปริมาณที่ลูกสัตว์ต้องการ

จึงเป็นการดีกว่าการให้เกินปริมาณที่ต้องการในช่วงอายุ 2-3 วันแรก

 

ความถี่ของการให้นม

         ควรให้นมแก่ลูกสุนัขและลูกแมววันละ 4 ครั้ง ที่เหมาะสมที่สุดควรห่างกันครั้งละ 6 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การให้นมเมื่อเวลา 8.00 น. ,11.30 น., 15.30 น. และ 21.00 น. ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน จะเป็นการดีถ้าให้นมปริมาณน้อยในแต่ละครั้งแต่ให้บ่อยๆ อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่า

ลูกสัตว์เกิดใหม่ต้องการนอนเป็นเวลานาน ดังนั้นการปลุกลูกสัตว์ขึ้นมาให้อาหารจะทำให้ลูกสัตว์เครียด

เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และไม่พึงกระทำ และจะต้องเพิ่มนมให้ในกรณีที่ลูกสัตว์ไม่ยอมนอน กระวนกระวายส่งเสียงร้อง


ปริมาณน้ำนมที่เพิ่มให้ควรเป็น 1 มิลลิลิตร ต่อการให้ในแต่ละครั้งโดยเริ่มเพิ่ม

ให้หลังจากให้ครั้งแรกแล้ว 36-48 ชั่วโมง หรืออีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลคือ

อาจให้เพิ่มขึ้น 3 มิลลิลิตร (1/2-3/4 ช้อนชา) วันเว้นวัน

สำหรับลูกแมวในอัตราเร็วของการเพิ่มควรช้ากว่าลูกสุนัข โดยอาจเพิ่ม 1 มิลลิลิตร ต่อวันหรือ 2 มิลลิลิตรวันเว้นวัน ปริมาณที่เพิ่มให้นี้จะใช้เป็นเกณฑ์ตราบเท่าที่ลูกสัตว์กินนมตามต้องการและอิ่มพอดี ถ้าเพิ่มถึงจุดที่ลูกสัตว์กินนมไม่หมด ควรคงระดับน้ำนมไว้ที่ปริมาณนี้ 1-2 วัน


การที่ลูกสัตว์มีน้ำหนักตัวลดลงในช่วงการให้นมทดแทน 2-3 วันแรก ถือเป็นเรื่องปกติ การเปลี่ยนสูตรส่วนผสมหรือการเพิ่มปริมารณน้ำนมคราวละมากๆ ควรค่อยๆ

เปลี่ยนโดยใช้เวลา 3-4 วัน โดยเพิ่มปริมาณน้ำนมขึ้น 25% ทุกๆ วัน
อัตราการเพิ่มน้ำหนัก
อย่างน้อยที่สุดในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของชีวิต ควรมีการชั่งและจดบันทึก

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ในช่วง  5 เดือนแรกลูกสุนัขควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 100-200 กรัมต่อวัน

 

 

จองลูกสุนัข
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์
ฮ็อตสปริง เคนเนล